Internet Service Provider

คุณอยู่ที่ > Blockchain Technology

Blockchain Technology

   blockchain-blue

 

ช่วงครึ่งปีหลังของปี 2016 ที่ผ่านมา คงปฏิเสธไม่ได้ว่าคำที่มาแรงที่สุดในโลก IT คือ คำว่า Fintech, Blockchain และ Bitcoin โดยเฉพาะ Bitcoin (BTC) น่าจะมีการพูดถึงกันมากช่วงปลายปี กับราคาที่วิ่งขึ้นไปเกือบ USD 1000 ต่อ 1 BTC ซึ่งวันนี้สิ่งที่จะมาเล่าสู่กันฟังน่าจะเป็น Technology ที่อยู่เบื้องหลัง Bitcoin หรือที่รู้จักกันว่า “Blockchain”

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Blockchain

1. Blockchain เป็นเทคโนโลยีในการเก็บข้อมูลแบบนึง ที่ไม่มีไม่มีศุนย์กลาง (Decentralization) ในการเก็บข้อมูล

2. Blockchain ถูกออกแบบให้ทำการเก็บข้อมูลแบบ Distribution คือ การเก็บข้อมูลชุดเดียวกัน ลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในระบบ Network ทั่วโลก ซึ่งเมื่อมีการ update ข้อมูลนั้นๆ คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในเครือข่ายก็จะทำการ update ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งแน่นอน การเปลี่ยนแปลงข้อมูลจึงทำได้ยาก เนื่องจากจะมีการตรวจเช็คกับข้อมูลบนเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ บนเครือข่ายไปพร้อมๆ กัน

3. Blockchain ไม่ใช่ Bitcoin และ Bitcoin ไม่ใช่ Blockchain: แต่ทั้งสองอย่างเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน โดย Bitcoin เป็นสกุลเงินดิจิตอล (Cryptocurrency) ซึ่ง Blockchain คือเทคโนโลยีี่อยู่เบื้องหลัง Bitcoin

4. Blockchain จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงการทำธุรกรรมออนไลน์ (e-Transaction) ธุรกรรมที่เกิดขึ้นใน Blockchain นั้นจะถูกส่งหากันแบบ P2P (Peer-to-Peer) และถูกตรวจสอบ ยืนยัน และบันทึกธุรกรรมนั้นๆ ลงบนคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในเครือข่าย จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งคนกลาง เช่น Bank ในการทำธุรกรรมอีกต่อไป สิ่งที่ตามมาคือ ค่าธรรมเนียมที่ถูกลง หรือไม่มีค่าธรรมเนียมเลย และการทำธุรกรรมก็รวดเร็ว โดยไม่ต้องกังวลเรื่องของระบบธนาคารล่ม เนื่องจาก Blockchain ทำงานแบบ Decentralization

5. Blockchain จะมีการเก็บบันทึกธุรกรรมแบบ Public Ledger ซึ่งเมื่อมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ที่ไม่เป็นไปตามที่ถูกบันทึกไว้บนเครือข่าย ธุรกรรมนั้นๆ จะไม่ถูกยืนยัน และจะไม่สามารถทำธุรกรรมนั้นได้

เช่น ก่อนหน้านี้ นาย A ซึ่งไม่มีเงินอยู่เลยในบัญชี ได้รับเงินมา 100 บาท จากนาย B ซึ่ง Transaction นี้จะถูกบันทึกเก็บไว้บนเครือข่าย แต่นาย A เข้าไปแก้ไขข้อมูลบัญชีของตัวเองให้มีเงิน 1000 บาท เพื่อจะส่งให้นาย C นาย A สามารถทำการแก้ไขข้อมูลได้ แต่จะไม่สามารถทำธุรกรรมให้นาย C ได้เนื่องจาก ระบบได้บันทึกธุรกรรมของนาย A ซึ่งเกิดก่อนหน้านี้ไว้แล้ว ว่านาย A มีเงินแค่ 100 บาท เพราะฉะนั้น ธุรกรรมนี้จะไม่ได้รับการยืนยัน

เนื่องจาก Blockchain เป็นเทคโนโลยีในการบันทึกข้อมูล จึงไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องของการเงินเท่านั้น แต่เนื่องระบบ Blockchain มีความปลอดภัยสูง จึงถูกนำมาใช้กับเรื่องการเงินเป็นอันดับต้นๆ ปัจจุบันมีบริษัท Startup เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งมีการเอา Blockchain ไปพัฒนาเพื่อเข้ามาสนับสนุนในระบบงานอื่นๆ ทั้งในภาครัฐ ภาคธุรกิจ แบบ B2C, B2B หรือภาคการศึกษา การสาธารณสุข เช่น

– Electronic Vote

– ระบบ e-Document ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น เอกสารกรรมสิทธิ์ที่ดิน สัญญาซื้อขายต่างๆ

– การยืนยันตัวตน (Authentication)

– การเก็บบันทึกประวัติการรักษาของผู้ป่วยในโรงพยาบาล